คำว่า ชาตก หรือ ชาดก แปลว่า ผู้เกิด

คำว่า ชาตก หรือ ชาดก แปลว่า ผู้เกิดมีรากคำมาจากธาตุ (Root) ว่า ชนฺ แปลว่า “เกิด” แปลง ชนฺ ธาตุเป็นชา ลง ต ปัจจัยในกิริยากิตก์ ต ปัจจัยตัวนี้กำหนดให้แปลว่า “แล้ว” มีรูปคำเป็น “ชาต” คือเล่าถึงการที่พระพุทธเจ้าทรงเวียนว่ายตายเกิด ถือเอากำเนิดในชาติต่างๆ ได้พบปะผจญกับเหตุการณ์ดีบ้างชั่วบ้าง แต่ก็ได้พยายามทำความดีติดต่อกันมากบ้างน้อยบ้างตลอดมา จนเป็นพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย กล่าวอีกอย่างหนึ่ง จะถือว่า เรื่องชาดก เป็นวิวัฒนาการแห่งการบำเพ็ญคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ก็ได้ ในอรรถกถาแสดงด้วยว่า ผู้นั้นผู้นี้กลับชาติมาเกิดเป็นใครในสมัยพระพุทธเจ้า แต่ในบาลีพระไตรปิฎกกล่าวถึงเพียงบางเรื่อง เพราะฉะนั้น สาระสำคัญจึงอยู่ที่คุณงามความดีและอยู่ที่คติธรรมในนิทานนั้นๆ

...อนึ่ง เป็นที่ทราบกันว่าชาดกทั้งหมดมี ๕๕๐ เรื่อง แต่เท่าที่ได้ลองนับดูแล้วปรากฏว่า ในเล่มที่ ๒๗ มี ๕๒๕ เรื่อง ในเล่มที่ ๒๘ มี ๒๒ เรื่อง รวมทั้งสิ้นจึงเป็น ๕๔๗ เรื่อง ขาดไป ๓ เรื่อง แต่การขาดไปนั้น น่าจะเป็นด้วยในบางเรื่องมีนิทานซ้อนนิทาน และไม่ได้นับเรื่องซ้อนแยกออกไปก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม จำนวนที่นับได้ จัดว่าใกล้เคียงมาก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๘ สุตตันตปิฎกที่ ๒๐ ขุททกนิกายชาดก ภาค ๒ ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ เป็นเล่มที่รวมเรื่องชาดกที่เล็ก ๆ น้อย ๆ รวมกันถึง ๕๒๕ เรื่อง แต่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๘ นี้มีเพียง ๒๒ เรื่อง เพราะเป็นเรื่องยาว ๆ ทั้งนั้น โดย ๑๒ เรื่องแรกเป็นเรื่องที่มีคำฉันท์ ส่วน ๑๐ เรื่องหลัง คือเรื่องที่เรียกว่า มหานิบาตชาดก แปลว่า ชาดกที่ชุมนุมเรื่องใหญ่ หรือที่โบราณเรียกว่า ทศชาติ

...ชาดกที่ไม่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก เป็นชาดกที่ภิกษุชาวเชียงใหม่ได้รวบรวมเรื่องราวมาจากนิทานพื้นบ้านไทยมาแต่งเป็นชาดก ขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๐๐๐-๒๒๐๐ ชาดกนี้เรียกอีกชื่อว่า "ปัญญาสชาดก"แปลว่า ชาดก ๕๐ เรื่องและรวมกับเรื่องในปัจฉิมภาคอีก ๑๑ เรื่อง รวมเป็น ๖๑ เรื่อง

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เรื่องพระเจ้าคชัปปิยะ


นี้คือเรื่องราวของพระโพธิสัตว์
เมื่อครั้งยังอบรมตนเพื่อหาหนทา
งจะได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า และเป็นเรื่องราวที่ยาวนานก่อนที่ท่านจะได้เกิดเป็นสุเมธดาบสแล้วได้รับพุทธพยากรณ์จากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาติเหล่านี้จึงเป็นอนิตยโพธิสัตว์ คือ เป็นพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับพุทธพยากรณ์

เรื่องพระเจ้าคชัปปิยะ

ในชาตินั้นพระโพธิสัตว์เกิดเป็น
นักเลงช้าง ชื่นชอบในกีฬาอันเกี่ยวด้วยช้างทั้งหลาย เหตุนั้นจึงมีพระนาม
...
ว่า พระเจ้าคชัปปิยะ (พระราชาผู้ชื่นชอบกีฬาช้าง)

วันหนึ่ง พระองค์คล้องช้างที่มีลักษณะดีไ
ด้เชือกหนึ่ง ต่อมาในคืน ๑๔ ค่ำ มีโขลงช้างจำนวนมากบุกเข้ามาในพ
ระราชอุทยาน แล้วเหยียบย่ำ ถ่ายคูถมูตรเรี่ยราด แล้วก็พากันจากไป รุ่งเช้าคนเฝ้าอุทยานได้ไปกราบทูลพระราชา พระองค์จึงเสด็จมาเพื่อทอดพระเนตร ช้างที่พระราชาประทับนั่งมาเมื่อได้กลิ่นนางช้างพังก็เกิดตัณหา ราคะขึ้น สลัดพวกราชบุรุษบนหลังตนให้ล่วงลง แต่พระราชาได้ติดไปหลังช้าง ช้างตะบึ่งหนีตามโขลงช้างไปในป่าใหญ่

พระราชาจะใช้ขอสับแรงอย่างไรช้า
งก็ไม่หยุดวิ่ง พระราชาคิดว่าหากไม่หาทางลงจากหลังช้างก็คงต้องสิ้นพระชนม์ จึงเหนี่ยวกิ่งไม้แห่งหนึ่งไว้ ปล่อยให้ช้างหนีหายไป เมื่อพวกราชบุรุษตามมาทันพระองค์ก็ลงจากต้นไม้ แล้วให้นายควาญช้างออกไปตาม เมื่อช้างเชือกนั้นระงับตัณหา ราคะลง ก็กลับเชื่องและตามนายควาญช้างกลับมา

พระราชาไต่ถามนายควาญช้างว่าเหต
ุใดช้างเชือกนี้จึงฝึกไม่เชื่อง ฤาจะต้องฆ่าทิ้ง นายควาญช้างจึงกราบทูลขอพิสูจน์บางประการให้พระราชาทรงทอดพระเนตร แล้วให้ราชบุรุษเผาเหล็กร้อนแดงก้อนหนึ่งขึ้น นายควาญช้างสั่งให้ช้างใช้งวงรัดก้อนเหล็กร้อนแดงนั้นและอย่าปล่อยหากไม่ได้ยินคำสั่งให้ปล่อย

ช้างนั้นก็ใช้งวงรัดก้อนเหล็กร้
อนแดงนั้นตามคำสั่ง ผิวของมันก็ลุกไหม้เพราะความร้อน แต่มันก็ยังคงรัดก้อนเหล็กนั้นไว้ นายควาญช้างต้องการให้พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นความจริงของธรรมชาติตัณหาขอสัตว์ทุกตัวตนที่อยู่เหนือการควบคุม ช้างนั้นเมื่อไม่ได้ยินคำสั่งให้ปล่อย มันก็รัดก้อนเหล็กร้อนแดงนั้นจนยืนตายอยู่ตรงนั้น ตรงหน้าพระราชา

พระราชาทรงเห็นดังนั้นก็ถึงความ
สลดสังเวชใหญ่ ดำริว่า

"โอหนอ! ราคะ ร้ายกาจยิ่งนัก มีเรี่ยวแรงนัก มีอุปัททวะมาก ก็เพราะอาศัยราคะนั้น สัตว์เหล่านี้ จึงจมอยู่ในทะเลคือสังสารวัฏฏ์ จึงหมกไหม้อยู่ในมหานรก บังเกิดในดิรัจฉานวิสัย เป็นจำนวนมาก"
ครั้นพิจารณาโทษของกิเลส กามตัณหาเป็นอันมากแล้ว ทรงดำริขึ้นว่า เราจักเปลืองสัตว์เหล่านี้ ให้พ้นจากสังสารทุกข์ เราจะทำพุทธปณิธาน จึงทรงทำมโนปณิธานว่า

พุทฺโธหํ โพธยิสฺสามี มุตฺโตหํ โมจเย ปเร
ติณฺโณหํ ตารยิสฺสามี สํสาโรฆา มหพฺภยา.

เราตรัสรู้แล้ว จักให้สัตว์อื่นรู้ตามด้วย
เราหลุดพ้นแล้ว จักให้สัตว์อื่นหลุดพ้นด้วย
เราข้ามจากโลกสงสาร อันมีภัยมากได้แล้ว จักให้สัตว์อื่นข้ามได้ด้วย.

พระราชาทรงสละราชสมบัติ เข้าป่า ผนวชเป็นฤาษี อบรมตน หาหนทางที่จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ
้าต่อไป.